
ในโลกปัจจุบันที่การสื่อสารเชื่อมโยงถึงกันทั่วโลก “Global Citizen” หรือ “พลเมืองโลก” คือนิยามของการพัฒนาคนให้เติบโตอย่างมีทักษะการสื่อสาร และ mindset ที่เปิดกว้างทางความคิด และ “ภาษาอังกฤษ” เป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาเยาวชนให้เป็น Global Citizen ซึ่งจำเป็นสำหรับการเรียนต่อ ทำงาน หรือแม้แต่การท่องเที่ยว จากการจัดอันดับ “ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษประจำปี 2023” โดย Seasia Stats บอกสิ่งที่น่าตกใจว่า “ไทย” อยู่ลำดับที่ “101” จาก 113 ประเทศ ซึ่งตามหลังพม่าที่อยู่อันกับที่ 90 และกัมพูชาอันดับที่ 98 และเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคเอเชีย ไทย ตกอยู่อันดับที่ 21 จาก 23 ประเทศ การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของนักเรียนไทยจึงเป็นวาระแห่งชาติที่ภาคการศึกษาไทยให้ความสำคัญเพื่อเตรียมความพร้อมสู่สังคมโลก อันจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
และหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้วัดและพัฒนาทักษะดังกล่าวตามกระทรวงศึกษาธิการกำหนด คือ กรอบมาตรฐานความสามารถทางภาษาของสหภาพยุโรป (Common European Framework of Reference for Languages: CEFR) ซึ่งจะเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยวัดระดับภาษาอย่างเป็นระบบ ลองมาทำความรู้จักกับ CEFR และเกณฑ์ที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้ครูผู้สอนและเด็กนักเรียนแต่ละระดับชั้นกันว่าต้องอยู่ในระดับไหนบ้าง
📘 CEFR คืออะไร?
CEFR หรือ Common European Framework of Reference for Languages เป็นกรอบอ้างอิงกลางที่จัดทำโดย Council of Europe (สภายุโรป) เพื่อใช้ในการประเมินความสามารถด้านภาษาต่างประเทศอย่างเป็นระบบและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งยุโรป และขยายการยอมรับไปทั่วโลก
จุดเริ่มต้น
- เริ่มพัฒนาตั้งแต่ ช่วงทศวรรษที่ 1970
- ตีพิมพ์ฉบับสมบูรณ์ครั้งแรกในปี 2001 (ถือเป็น “European Year of Languages”)
- มีเป้าหมายเพื่อ:
- ส่งเสริมความเข้าใจระหว่างชาติ
- สร้างมาตรฐานกลางในการเรียน-การสอนภาษา
- สนับสนุนการย้ายถิ่น การเรียนต่อ และการทำงานระหว่างประเทศ
การยอมรับทั่วโลก
ปัจจุบัน CEFR ถูกนำไปใช้ในหลายประเทศ รวมถึง ไทย ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ และประเทศในอาเซียน เพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในระบบการศึกษา
🤓ระดับของ CEFR มีอะไรบ้าง
CEFR (Common European Framework of Reference for Languages) คือเกณฑ์สากลที่ใช้แบ่งระดับความสามารถด้านภาษาของผู้เรียนออกเป็น 6 ระดับ ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงระดับที่สื่อสารได้แบบเจ้าของภาษา

🔴A1 – เริ่มต้น (Beginner)
เหมาะกับใคร? คนที่เพิ่งเริ่มเรียนภาษาอังกฤษ
ทำอะไรได้?
- แนะนำตัวเองง่ายๆ ได้
- ถาม-ตอบเรื่องพื้นฐาน เช่น ชื่อ อายุ สถานที่
- เข้าใจคำง่ายๆ ที่ได้ยินบ่อยในชีวิตประจำวัน
ตัวอย่าง:
- “My name is Tom.”
- “I like apples.”
- ถ้ามีเพื่อนต่างชาติเดินมาถามว่า “Where is the toilet?” แล้วตอบว่า “Over there” ได้ ก็ถือว่าเริ่มได้แล้ว
🟠A2 – พื้นฐาน (Elementary)
เหมาะกับใคร? คนที่พอใช้ภาษาอังกฤษได้ในชีวิตประจำวันนิดหน่อย
ทำอะไรได้?
- เข้าใจประโยคง่ายๆ เกี่ยวกับครอบครัว โรงเรียน การซื้อของ ฯลฯ
- เขียนประโยคสั้นๆ ได้
- คุยโต้ตอบพื้นฐานกับเจ้าของภาษาได้บ้าง (แต่ยังไม่คล่อง)
ตัวอย่าง:
- พูดถึงตารางเรียนตัวเอง เช่น “I go to school at 8 a.m.”
- ถามทางง่ายๆ ได้ เช่น “How can I get to the bus station?”
🟡B1 – ระดับใช้งานได้ (Intermediate)
เหมาะกับใคร? คนที่เริ่มใช้ภาษาอังกฤษได้คล่องขึ้นในหลายสถานการณ์
ทำอะไรได้?
- เข้าใจบทสนทนาในชีวิตประจำวัน
- พูดคุยในหัวข้อที่สนใจหรือเกี่ยวกับตัวเองได้
- อ่านข่าวหรือบทความสั้นๆ เข้าใจ
- เขียนข้อความเล่าเรื่องราว เช่น ไดอารี่ อีเมล
ตัวอย่าง:
- พูดถึงกิจกรรมวันหยุด เช่น “Last weekend I went to the beach with my family.”
- แสดงความเห็นแบบง่ายๆ เช่น “I think online learning is useful, but sometimes boring.”
🟢B2 – ระดับสูง (Upper Intermediate)
เหมาะกับใคร? คนที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ค่อนข้างดีในหลายบริบท
ทำอะไรได้?
- สนทนาแบบลึกขึ้น เช่น แสดงความเห็น อธิบายเหตุผล
- ดูหนังหรือข่าวอังกฤษโดยไม่ต้องพึ่งซับบ่อย
- เขียนเรียงความหรืออีเมลทางการได้
ตัวอย่าง:
- อธิบายความรู้สึกหรือความเห็นเชิงวิเคราะห์ เช่น “Social media is a great way to connect people, but it can also lead to misinformation.”
- พูดเกี่ยวกับอนาคต เช่น “I’m planning to study abroad next year because I want to improve my English.”
🟦 C1 – เชี่ยวชาญ (Advanced)
เหมาะกับใคร? คนที่ใช้ภาษาอังกฤษในระดับวิชาการหรือทำงานระดับมืออาชีพ
ทำอะไรได้?
- อ่านและเข้าใจบทความซับซ้อนได้
- เขียนรายงานหรือบทความยาวๆ อย่างเป็นระบบ
- พูดได้คล่องแม้ในหัวข้อยากๆ
ตัวอย่าง:
- พูดหรือเขียนเรื่องนามธรรม เช่น “The concept of identity in modern society is constantly evolving.”
- สนทนาเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง หรือวิทยาศาสตร์ โดยใช้คำศัพท์เฉพาะทางได้
🔵 C2 – ระดับเจ้าของภาษา (Proficient)
เหมาะกับใคร? คนที่ใช้ภาษาอังกฤษเหมือนเจ้าของภาษา (ไม่ต้องแปลในหัวแล้ว)
ทำอะไรได้?
- อ่าน-ฟัง-พูด-เขียน ได้ทุกแบบ ทุกสถานการณ์
- เข้าใจอารมณ์และความหมายลึกๆ ของภาษา เช่น การเล่นคำหรืออุปมาอุปไมย
- เขียนบทความระดับตีพิมพ์ หรือพูดในที่ประชุมระดับสูงได้
ตัวอย่าง:
- เขียนบทวิจารณ์วรรณกรรม
- วิเคราะห์สารคดี หรือโต้แย้งเชิงนามธรรมได้ เช่น “Is free will an illusion?”
🎯 เด็กแต่ละระดับชั้นควรอยู่ระดับไหนของ CEFR?
กระทรวงศึกษาธิการ (สพฐ.) ได้กำหนดแนวทางคร่าวๆ สำหรับนักเรียนในแต่ละช่วงชั้นว่า ควรมีทักษะภาษาอังกฤษระดับไหน เพื่อเตรียมพร้อมสู่การเรียนต่อและชีวิตในโลกยุคใหม่ โดยแบ่งเป็นเกณฑ์ต่างๆ ตามประเภทของห้องเรียนและความเข้มข้นของหลักสูตร ดังนี้:

หลักสูตรปกติ (ตาม สพฐ.)
สำหรับห้องเรียนที่เรียนตามหลักสูตรปกติ นักเรียนจะได้รับการพัฒนาในทักษะภาษาอังกฤษที่เหมาะสมกับระดับชั้นและมีเป้าหมายเพื่อการใช้ภาษาในชีวิตประจำวัน:
- ป.1 – ป.3: นักเรียนจะเริ่มเรียนรู้คำศัพท์พื้นฐานและประโยคง่ายๆ เช่น การทักทายหรือการพูดถึงสิ่งใกล้ตัว ระดับ CEFR จะอยู่ที่ A1 ซึ่งเป็นระดับเริ่มต้น
- ป.4 – ป.6: นักเรียนจะสามารถใช้ภาษาอังกฤษในระดับที่ซับซ้อนขึ้น เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันหรือสิ่งที่คุ้นเคยได้ ระดับ CEFR จะอยู่ที่ A1 – A2
- ม.1 – ม.3 (ตอนต้น): นักเรียนสามารถสื่อสารเกี่ยวกับเรื่องในชีวิตประจำวันได้บ้าง เช่น การถามทางหรือการบอกข้อมูลพื้นฐาน ระดับ CEFR จะอยู่ที่ A2
- ม.4 – ม.6 / ปวช.: นักเรียนจะสามารถพูดและเขียนในหัวข้อทั่วไปได้ชัดเจน เช่น การแสดงความคิดเห็นหรือการเขียนเรียงความ ระดับ CEFR จะอยู่ที่ B1
ห้องเรียนพิเศษ (EP, MEP, IEP, IIP / Gifted)
ในห้องเรียนพิเศษที่มีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเข้มข้นขึ้น นักเรียนจะพัฒนาในทักษะภาษาอังกฤษที่สูงกว่าห้องเรียนทั่วไป โดยเน้นการใช้ภาษาในสถานการณ์ที่ซับซ้อนและเตรียมความพร้อมสำหรับการเรียนในระดับที่ท้าทายขึ้น:
- EP (English Program): ห้องเรียนที่เน้นการเรียนภาษาอังกฤษโดยใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนวิชาต่างๆ นักเรียนในระดับนี้ควรมีทักษะที่สูงกว่าห้องเรียนทั่วไป โดยในระดับป.1 – ป.3 จะอยู่ที่ A1 – A2 และในระดับม.4 – ม.6 จะอยู่ที่ B2 – C1 เพื่อให้พร้อมสำหรับการใช้ภาษาในการศึกษาต่อในระดับนานาชาติ
- MEP (Mini English Program): ห้องเรียนนี้เรียนภาษาอังกฤษมากกว่าห้องเรียนปกติ โดยบางวิชาเรียนเป็นภาษาอังกฤษ ทักษะภาษาอังกฤษในระดับ A2 สำหรับป.4 – ป.6 และ B1 – B2 สำหรับม.1 – ม.6
- IEP (Intensive English Program): ห้องเรียนนี้เน้นการเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ โดยนักเรียนในระดับนี้จะได้รับการพัฒนาให้มีทักษะภาษาอังกฤษในระดับ A1 – A2 สำหรับเด็กเล็ก และ B1 สำหรับเด็กโต
- IIP / Gifted / ห้องพิเศษภาษา: ห้องเรียนที่เน้นทักษะเฉพาะทาง เช่น การอภิปรายหรือการเขียนทางวิชาการ โปรแกรมนี้มักจะมุ่งเน้นการเตรียมตัวสำหรับการสอบแข่งขันหรือการเรียนต่อในต่างประเทศ โดยระดับ CEFR จะอยู่ที่ A1 ถึง B1 – B2 ขึ้นอยู่กับระดับชั้นและความต้องการเฉพาะ
👉 เกณฑ์นี้ไม่ใช่เพื่อกดดันเด็ก แต่เป็นแนวทางในการวางแผนการสอนและประเมินความก้าวหน้าของนักเรียนให้ชัดเจนและเหมาะสมกับแต่ละช่วงชั้น การมีเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างมีทิศทางและพัฒนาได้ตามระดับความสามารถของนักเรียน
แล้วครูภาษาอังกฤษต้องมีระดับ CEFR แค่ไหน?
ไม่ใช่แค่นักเรียนเท่านั้นที่มีเกณฑ์วัดระดับภาษา ครูผู้สอนภาษาอังกฤษเองก็ต้องมีการกำหนดระดับ CEFR ขั้นต่ำ เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถสื่อสารและสอนเนื้อหาภาษาอังกฤษได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับระดับการเรียนของนักเรียน โดยอ้างอิงจากแนวนโยบายของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ กระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการกำหนดให้ครูทุกคนต้องสอบ CEFR โดยเกณฑ์ขั้นต่ำสำหรับครูผู้สอนภาษาอังกฤษ ดังนี้:
- ครูที่ไม่ได้สอนภาษาอังกฤษ: ต้องมีระดับ A2 ขึ้นไป
- ครูภาษาอังกฤษทั่วไป: ควรมีทักษะภาษาอังกฤษในระดับ B2 ซึ่งหมายถึงการสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วในการสื่อสารกับนักเรียน และสามารถสอนเนื้อหาภาษาอังกฤษได้อย่างราบรื่น
- ครูในโครงการ EP / IEP: ควรมีทักษะภาษาอังกฤษในระดับ C1 หรือสูงกว่า ซึ่งสามารถใช้ภาษาอังกฤษในระดับวิชาการ และสามารถสอนหลายวิชาผ่านภาษาอังกฤษได้อย่างมีประสิทธิภาพ
👉 เกณฑ์นี้ถูกใช้ทั้งในการคัดเลือกครูใหม่ และ การอบรมพัฒนาครู เพื่อให้ครูมีทักษะทางภาษาอังกฤษที่เพียงพอในการสอนนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

🏛️ ใครเป็นผู้กำหนดเกณฑ์ CEFR?
เกณฑ์ CEFR ที่ใช้ในประเทศไทยถูกกำหนดและส่งเสริมการใช้งานโดยหลายหน่วยงานร่วมกัน เช่น:
- กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)
- สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
- สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.)
- สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)
นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือกับองค์กรระดับนานาชาติ เช่น British Council และ Cambridge Assessment English ในการพัฒนาหลักสูตร การอบรมครู และแนวทางการวัดผลภาษาอังกฤษที่อิงตาม CEFR อย่างชัดเจน
การนำ CEFR มาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษในระบบการศึกษาไทย ช่วยให้นักเรียนมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเรียนรู้ และสามารถประเมินความก้าวหน้าของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ การสนับสนุนจากครู ผู้ปกครอง และสถาบันการศึกษาในการจัดกิจกรรมและโครงการที่ส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับทักษะภาษาอังกฤษของนักเรียนไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
🧪 การทดสอบตามกรอบ CEFR วัดอะไร?
CEFR เน้นการวัดทักษะภาษา 4 ด้านหลัก ได้แก่:
| ทักษะ | ความสามารถที่ประเมิน |
|---|---|
| การฟัง (Listening) | เข้าใจข้อความ บทสนทนา ข่าว หรือคำแนะนำจากผู้พูด |
| การพูด (Speaking) | สื่อสารได้อย่างราบรื่น ตอบคำถาม พูดคุย โต้ตอบ และนำเสนองาน |
| การอ่าน (Reading) | เข้าใจบทความ โฆษณา เมนู ข่าวสาร ข้อความต่างๆ |
| การเขียน (Writing) | เขียนอีเมล บันทึก รายงาน เรียงความ หรือจดหมาย |
การทดสอบสามารถจัดได้ในหลายรูปแบบ เช่น:
- แบบ Paper-based หรือ Online
- แบบ General หรือ Academic
- ใช้ได้ทั้งในโรงเรียน มหาวิทยาลัย และหน่วยงานต่างๆ ที่ต้องการวัดความสามารถทางภาษา
✨ ตัวอย่างการสอบวัดระดับตาม CEFR ที่เป็นที่นิยม
| ชื่อการสอบ | ระดับ CEFR ที่รองรับ | ใช้สำหรับ |
|---|---|---|
| Cambridge English (A2 Key, B1 Preliminary, B2 First, C1 Advanced) | A1 – C2 | การศึกษา / สมัครงาน |
| IELTS (Academic/General) | A2 – C2 (คะแนน 0–9 เทียบ CEFR ได้) | ศึกษาต่อ / ทำงาน |
| TOEFL iBT | B1 – C1 | ศึกษาต่อในต่างประเทศ |
| Oxford Test of English | A2 – B2 | สำหรับบุคคลทั่วไป |
💬 สรุป
การกำหนดระดับ CEFR สำหรับแต่ละประเภทของหลักสูตรการเรียนภาษาอังกฤษ การมีเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างมีทิศทางและพัฒนาได้ตามระดับความสามารถของนักเรียน ช่วยให้นักเรียนมีการพัฒนาทักษะที่เหมาะสมกับการเรียนการสอนในแต่ละประเภทห้องเรียน ไม่ว่าจะเป็นห้องเรียนปกติหรือห้องเรียนพิเศษ การเข้าใจระดับการเรียนรู้ที่ตรงตามมาตรฐานจะช่วยให้การศึกษาภาษาอังกฤษมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ความต้องการของนักเรียนในแต่ละระดับได้อย่างดีที่สุด✨
📌 สนใจจัดทริปทัศนศึกษาต่างประเทศ หรือมองหา แพคเกจแอปพลิเคชันฝึกภาษาอังกฤษกับ AI สำหรับโรงเรียน
ติดต่อเราได้เลย — ยินดีให้คำปรึกษาและจัดโปรแกรมที่เหมาะกับนักเรียนของคุณ 💼✈️📱


